ข้อตกลงและเงื่อนไข

ส่วนที่ 1 ข้อบังคับทั่วไป

ข้อ 1 การใช้ข้อตกลงและเงื่อนไข

ภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขนี้ บริษัทตกลงให้ผู้เช่าเช่ายานยนต์ (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "รถเช่า") และผู้เช่าตกลงเช่ารถเช่าจากบริษัท รายละเอียดใดๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อตกลงและเงื่อนไขฉบับนี้ขอให้ตีความตามหลักเกณฑ์รองตามข้อ 40 กฎหมาย กฎระเบียบ และจารีตประเพณีทั่วไป

2. บริษัทอาจตกลงทำสัญญาพิเศษใดๆ โดยมีเงื่อนไขว่าสัญญาพิเศษนั้นจะต้องไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ของข้อตกลงและเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์รอง กฎหมาย ประกาศหน่วยงานของรัฐ และจารีตประเพณีทั่วไป ในกรณีที่มีการทำสัญญาพิเศษ ให้ใช้ข้อความในสัญญาพิเศษบังคับแทนข้อตกลงและเงื่อนไข

ส่วนที่ 2 การจอง

ข้อ 2 การจอง

หากผู้เช่ายอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และรายการราคา ฯลฯ ที่ได้มีการระบุไว้ต่างหากแล้ว ในการเช่ารถเช่า ผู้เช่าสามารถทำการจองรถเช่าได้ตามวิธีการที่ได้ระบุไว้ต่างหาก ในขณะที่ทำการจองผู้เช่าจะต้องระบุประเภทของรถเช่า วันและเวลาที่เริ่มเช่า สถานที่รับรถเช่า ระยะเวลาการเช่า สถานที่คืนรถเช่า ชื่อผู้ขับขี่ ระบุว่าจะใช้เบาะนั่งสำหรับเด็กในรถยนต์หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ หรือไม่ และเงื่อนไขในการเช่าอื่นๆ (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "เงื่อนไขการเช่า") หากเป็นการเช่ารถไมโครบัส ขณะที่ทำการจองผู้เช่าจะต้องระบุพื้นที่ในการขับขี่หรือจุดหมายปลายทาง รวมถึงจำนวนผู้โดยสารและจุดประสงค์ในการเช่าเพิ่มเติม โดยให้เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการเช่า

2. เมื่อบริษัทได้รับการจองจากผู้เช่า ตามหลักแล้วบริษัทจะยึดตามการจองนั้นตราบที่บริษัทมีรถเช่าดังกล่าวพร้อมให้เช่า ในกรณีนี้ ผู้เช่าจะต้องชำระเงินมัดจำค่าเช่าตามที่ได้ระบุไว้ต่างหาก เว้นเสียแต่ว่าบริษัทจะตกลงเป็นอย่างอื่น

ข้อ 3 การเปลี่ยนแปลงการจอง

ในกรณีที่ผู้เช่าประสงค์จะเปลี่ยนเงื่อนไขการเช่าตามที่ระบุไว้ในข้อ 2.1 ผู้เช่าจะต้องได้รับการยินยอมจากบริษัทก่อน

ข้อ 4 การยกเลิกการจอง ฯลฯ

ผู้เช่าสามารถยกเลิกการจองได้ด้วยวิธีการที่ได้ระบุไว้ต่างหาก

2. การจองจะถือว่าถูกยกเลิกหากผู้เช่าไม่เริ่มกระบวนการทำสัญญาเช่าสำหรับการเช่ารถเช่า (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "สัญญาเช่า") ภายในหนึ่งชั่วโมงนับจากวันเวลาเริ่มการเช่าที่ได้ทำการจองไว้ โดยมีสาเหตุมาจากผู้เช่าเอง

3. ในกรณีตามข้อ 4.1 และ 4.2 ผู้เช่าจะต้องชำระค่ายกเลิกให้กับบริษัทตามที่ได้กำหนดไว้ต่างหาก เมื่อบริษัทได้รับชำระค่ายกเลิกแล้ว บริษัทจะคืนมัดจำค่าเช่าที่บริษัทได้รับมาก่อนหน้านี้ให้กับผู้เช่า

4. หากบริษัทยกเลิกการจอง หรือไม่ทำสัญญาเช่าโดยมีสาเหตุมาจากบริษัทเอง บริษัทจะคืนมัดจำค่าเช่าที่บริษัทได้รับมาก่อนหน้านี้ให้กับผู้เช่า และชำระค่าปรับให้กับผู้เช่าตามที่ได้ระบุไว้ต่างหาก

5. หากสัญญาเช่ารถเช่าไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยมีสาเหตุอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ การโจรกรรม การไม่คืนรถ การถูกเรียกรถคืน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเหตุการณ์อื่นใดซึ่งไม่ได้เป็นความผิดของทั้งผู้เช่าและบริษัท การจองจะถือว่าถูกยกเลิก ในกรณีดังกล่าว บริษัทจะคืนมัดจำค่าเช่าที่บริษัทได้รับมาก่อนหน้านี้ให้แก่ผู้เช่า

ข้อ 5 การจัดหารถเช่าทดแทน

หากบริษัทไม่สามารถให้เช่ารถเช่าประเภทเดียวกับที่ผู้เช่าได้จองไว้ได้ บริษัทอาจเสนอรถประเภทอื่นแทนให้ (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "รถทดแทน")

2. หากผู้เช่าตกลงตามข้อเสนอของบริษัทในข้อ 5.1 บริษัทจะให้ผู้เช่าเช่ารถทดแทนโดยใช้เงื่อนไขการเช่าเดิมที่เสนอไว้ตอนจองทั้งหมดยกเว้นเงื่อนไขที่เกี่ยวกับประเภทของรถเช่า หากค่าเช่าของประเภทรถทดแทนแพงกว่าค่าเช่าของรถประเภทที่จองไว้ จะคิดค่าเช่าตามประเภทรถที่จองไว้ หากค่าเช่าของประเภทรถทดแทนถูกกว่าค่าเช่าของรถประเภทที่จองไว้ จะคิดค่าเช่าตามประเภทรถทดแทน

3. ผู้เช่าสามารถปฏิเสธที่จะยอมรับข้อเสนอที่จะให้เช่ารถทดแทนตามข้อ 5.1 และยกเลิกการจองได้

4. ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ตามข้อ 5.3 หากสาเหตุที่บริษัทไม่สามารถให้เช่ารถได้เป็นสาเหตุที่เกิดจากบริษัทเอง การยกเลิกการจองในครั้งนี้จะถือว่าเป็นการยกเลิกตามข้อ 4.4 และบริษัทจะคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้เช่า รวมถึงชำระค่าปรับให้แก่ผู้เช่าตามที่ได้ระบุไว้ต่างหากด้วย

5. ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ตามข้อ 5.3 หากสาเหตุที่บริษัทไม่สามารถให้เช่ารถได้เป็นสาเหตุที่ไม่ได้เกิดจากบริษัท การยกเลิกการจองในครั้งนี้จะถือว่าเป็นการยกเลิกตามข้อ 4.5 และบริษัทจะคืนเงินมัดจำที่ได้รับมาแล้วให้แก่ผู้เช่า

ข้อ 6 ข้อยกเว้น

นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในข้อ 4 และ 5 แล้ว บริษัทและผู้เช่าจะต้องไม่กล่าวโทษอีกฝ่ายในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกการจองหรือการไม่ดำเนินการตามสัญญาเช่า

ข้อ 7 ตัวแทนรับจอง

ผู้เช่าสามารถจองผ่านตัวแทนนำเที่ยว คู่ค้า ฯลฯ (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "ตัวแทน") ซึ่งเป็นผู้จัดการเรื่องการจองแทนบริษัทได้

2. ผู้เช่าที่จองรถเช่าผ่านตัวแทนตามข้อ 7.1 สามารถแจ้งขอเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการจองได้ผ่านตัวแทนดังกล่าว

ส่วนที่ 3 การเช่า

ข้อ 8 การทำสัญญาเช่า

ผู้เช่าจะต้องระบุเงื่อนไขการเช่าตามที่ได้ระบุไว้ในข้อ 2.1 และบริษัทจะระบุเงื่อนไขการให้เช่ารถตามที่ได้ระบุไว้ในข้อตกลงและเงื่อนไขเหล่านี้ รายการราคา ฯลฯ ก่อนจะทำสัญญาเช่าไว้ต่อกัน ยกเว้นในกรณีที่บริษัทไม่มีรถพร้อมให้เช่า หรือในกรณีที่ผู้ขับรถเช่ามีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่งที่ระบุไว้ในข้อ 9.1 หรือ 9.2

2. เมื่อทำสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่าจะต้องชำระค่าเช่าตามที่ได้ระบุไว้ในข้อ 11.1 ให้กับบริษัท

3. ตามคำสั่งพื้นฐานที่ประกาศใช้โดยหน่วยงานที่มีอำนาจปกครอง (*1) บริษัทจำเป็นต้องให้ผู้เช่าแสดงใบอนุญาตขับขี่และสำเนาใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ที่ผู้เช่ากำหนด (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "ผู้ขับขี่") ตอนทำสัญญาเช่า เพื่อที่บริษัทจะได้กรอกชื่อและที่อยู่ของผู้ขับขี่ รวมถึงประเภทและหมายเลขใบอนุญาตขับขี่ (*2) ของผู้ขับขี่ในต้นฉบับทะเบียนการเช่ารถ และในใบรับรองการเช่ารถตามข้อกำหนดในข้อ 14.1 ด้วย ในกรณีเช่นนี้ หากผู้เช่าและผู้ขับขี่เป็นคนเดียวกัน ผู้เช่าจะต้องแสดงใบอนุญาตขับขี่ของตนเองต่อบริษัท รวมถึงให้สำเนาใบอนุญาตขับขี่ด้วย และหากผู้เช่าไม่ได้เป็นผู้ขับขี่เอง ผู้ขับขี่จะต้องแสดงใบอนุญาตขับขี่ต่อบริษัทและให้สำเนาด้วย

(*1) คำสั่งพื้นฐานที่ประกาศใช้โดยหน่วยงานที่มีอำนาจปกครอง หมายถึง มาตรา 2(10) และ 2(11) ของ "คำสั่งพื้นฐานเกี่ยวกับรถเช่า" ที่ประกาศใช้โดยผู้อำนวยการสำนักงานการจราจรด้วยรถยนต์ (Automobile Traffic Bureau) กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง (Ministry of Land, Infrastructure and Transport) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 1995 (Ji-Ryo No.138)
(*2) ใบอนุญาตขับขี่ หมายถึง ใบอนุญาตขับขี่ที่ระบุไว้ในแบบฟอร์ม 14 ของมาตรา 19 ของกฎการบังคับใช้กฎหมายการจราจรทางถนนเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่ที่ระบุไว้ในมาตรา 92 ของกฎหมายการจราจรทางถนน นอกจากนี้ ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศหรือใบอนุญาตขับขี่ของประเทศอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 107.2 ของกฎหมายการจราจรทางถนนจะถือว่าเป็นใบอนุญาตขับขี่เสมือน

4. ในการทำสัญญาเช่า บริษัทอาจขอให้ผู้เช่าและผู้ขับขี่แสดงเอกสารยืนยันตัวตนตามที่บริษัทกำหนดต่อบริษัท นอกเหนือไปจากการแสดงใบอนุญาตขับขี่ และบริษัทสามารถทำสำเนาเอกสารเหล่านั้นไว้ได้

5. ในการทำสัญญาเช่า บริษัทจะขอให้ผู้เช่าและผู้ขับขี่แจ้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือช่องทางการติดต่ออื่นๆ เพื่อใช้ในการติดต่อผู้เช่าและผู้ขับขี่ในช่วงที่เช่ารถ

6. ในการทำสัญญาเช่า บริษัทอาจขอให้ผู้เช่าชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือเงินสด หรือระบุให้ใช้วิธีการชำระเงินอื่นๆ ได้

7. ผู้เช่าไม่สามารถเพิ่มระยะเวลาการเช่าได้หลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว

ข้อ 9 การปฏิเสธการทำสัญญาเช่า

ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่มีลักษณะเป็นไปตามข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ จะไม่มีการทำสัญญาเช่า

  • (1) ผู้ขับขี่ไม่แสดงใบอนุญาตขับขี่ที่จำเป็นต้องใช้ในการขับรถเช่า หรือหากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่ยอมมอบสำเนาใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ให้แก่บริษัทแม้บริษัทจะได้ร้องขอแล้ว
  • (2) เห็นว่าผู้เช่าหรือผู้ขับขี่มีอาการมึนเมาสุรา
  • (3) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่แสดงอาการเป็นพิษ เช่น พิษจากยาเสพติด ยากระตุ้น ทินเนอร์ ฯลฯ
  • (4) หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่เจตนาที่จะเดินทางพร้อมกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี แต่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่ติดตั้งเบาะนั่งสำหรับเด็กในรถเช่า
  • (5) บริษัทเห็นว่าผู้เช่าหรือผู้ขับขี่เป็นสมาชิกของสมาคมที่ก่ออาชญากรรม หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสมาคมที่ก่ออาชญากรรม หรือมีความเกี่ยวข้องกับสมาคมหรือองค์กรดังกล่าว หรือเกี่ยวข้องกับสมาชิกของสมาคมหรือองค์กรดังกล่าว

2. ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่มีลักษณะเป็นไปตามข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการทำสัญญาเช่า

  • (1) ผู้ขับขี่ที่ระบุไว้ตอนจองไม่ใช่ผู้ขับขี่คนเดียวกับที่มาทำสัญญาเช่า
  • (2) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่มีประวัติขาดชำระค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ต้องชำระให้บริษัทจากการเช่าในอดีต
  • (3) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามข้อ 17 เมื่อครั้งที่เช่ารถจากบริษัทในอดีต
  • (4) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่กระทำการใดๆ ที่ระบุไว้ในข้อ 18.6 หรือ 25.1 ในการเช่ารถในอดีต(รวมถึงการเช่ารถจากบริษัทให้บริการเช่ารถอื่นๆ ด้วย)
  • (5) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ถูกปฏิเสธความคุ้มครองของประกันรถยนต์ เนื่องจากเคยมีประวัติละเมิดข้อตกลงและเงื่อนไขสำหรับการเช่าหรือประกัน
  • (6) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่กระทำการรุนแรง สั่งให้ทำเกินกว่าภาระหน้าที่จนไม่เหมาะสม หรือใช้กำลังหรือคำพูดที่รุนแรงกับพนักงาน หรือฝ่ายอื่นๆ ในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมกับบริษัท
  • (7) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ทำลายความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือแทรกแซงธุรกิจของบริษัทด้วยการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือการใช้วิธีการหลอกลวงหรือใช้กำลัง
  • (8) ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้มีการระบุไว้ต่างหาก
  • (9) กรณีอื่นๆ ที่บริษัทเห็นว่าไม่เหมาะสม

3. ในกรณีตามเหตุการณ์ข้อ 9.1 และ 9.2 หากผู้เช่าได้จองไว้แล้ว จะถือว่าการจองนั้นถูกยกเลิก และหากผู้เช่าได้ชำระค่ายกเลิกมาแล้ว บริษัทจะคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้เช่า

ข้อ 10 การจัดทำสัญญาเช่า ฯลฯ

สัญญาเช่าจะถูกจัดทำขึ้นเมื่อผู้เช่าชำระค่าเช่าให้บริษัท และบริษัทส่งมอบรถเช่าให้แก่ผู้เช่า ในกรณีนี้ เงินมัดจำที่ได้รับมาแล้วจะถูกหักออกจากค่าเช่าที่ต้องชำระ

2. การส่งมอบรถเช่าตามข้อ 10.1 จะเกิดขึ้นตามวันและเวลาที่เริ่มเช่าที่ระบุในข้อ 2.1 และสถานที่รับรถตามที่ระบุในข้อ 2.1

ข้อ 11 ค่าเช่า

ค่าเช่า หมายถึง ยอดรวมของค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังต่อไปนี้ บริษัทจะระบุค่าใช้จ่ายแต่ละรายการและวิธีการคำนวณในรายการราคา :
ค่าเช่าพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมการคืนรถต่างสาขา ค่าสมัครประกันค่าเสียหายส่วนแรก ค่าธรรมเนียมบริการเสริม ค่าน้ำมัน ค่าธรรมเนียมการส่งรถ/รับรถ และค่าธรรมเนียมอื่นๆ

2. ค่าเช่าพื้นฐานจะเป็นไปตามราคาค่าเช่าที่บริษัทได้แจ้งไว้กับผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งทางบก สังกัดสำนักงานขนส่งเขต (ผู้อำนวยการของสำนักงานขนส่งทางบกจังหวัดเฮียวโงะ ฝ่ายตรวจสอบการเงินการบัญชีของสำนักงานขนส่งโกเบในจังหวัดเฮียวโงะ และผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งทางบก สังกัดสำนักงานธุรการโอกินาว่าในจังหวัดโอกินาว่า ซึ่งจะใช้กับข้อ 14.1 ด้านล่างนี้ด้วย) และจะใช้ค่าเช่าพื้นฐานนี้ในขณะเช่า

3. หากค่าเช่ามีการเปลี่ยนแปลงหลังจากการจองตามข้อ 2 บริษัทจะคิดค่าเช่าที่ถูกกว่าระหว่างค่าเช่าตอนจองและค่าเช่าตอนเช่าจริง

4. ค่าเช่าจะระบุไว้ในหลักเกณฑ์รอง

ข้อ 12 การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเช่า

หากผู้เช่าต้องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเช่าที่ได้ระบุไว้ตามข้อ 8.1 หลังจากทำสัญญาเช่าไปแล้ว ผู้เช่าจะต้องได้รับการยินยอมล่วงหน้าจากบริษัท

2. บริษัทอาจปฏิเสธการให้ความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเช่าตามที่ระบุไว้ในข้อ 12.1 ได้ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการแทรกแซงการดำเนินงานของบริษัท

ข้อ 13 การตรวจสอบ/การบำรุงรักษา และการยืนยัน

บริษัทจะให้เช่ารถเช่าหลังจากที่ได้ทำการตรวจสอบและบำรุงรักษารถเช่าเป็นระยะตามจำเป็น ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 48 ของกฎหมายยานพาหนะขนส่งทางถนน (Road Transport Vehicle Law) (การตรวจสอบและการบำรุงรักษาเป็นระยะ)

2. บริษัทจะดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษารถตามที่กำหนดในมาตรา 47.2 ของกฎหมายพาหนะขนส่งทางถนน (Road Transport Vehicle Law) (การตรวจสอบและการบำรุงรักษาประจำวัน)

3. ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องยืนยันว่ารถเช่าได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมตามข้อ 13.1 และ 13.2 และรถเช่าไม่มีข้อบกพร่องใดๆ จากการตรวจสอบภายนอกและอุปกรณ์เสริมของรถเช่า รวมถึงรถเช่าดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขการเช่า

3. ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องยืนยันว่ารถเช่าได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมตามข้อ 13.1 และ 13.2 และรถเช่าไม่มีข้อบกพร่องใดๆ จากการตรวจสอบภายนอกและอุปกรณ์เสริมของรถเช่า รวมถึงรถเช่าดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขการเช่า 4. ในกรณีที่มีการตรวจพบข้อบกพร่องใดๆ ของรถเช่าขณะที่ทำการตรวจรถตามข้อ 13.3 บริษัทจะทำการซ่อมแซม บำรุงรักษา ฯลฯ ที่จำเป็นทันที

ข้อ 14 การออกและการถือใบรับรองรถเช่า ฯลฯ

ขณะส่งมอบรถเช่า บริษัทจะออกใบรับรองรถเช่าให้แก่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ ตามที่อธิบดีสำนักงานขนส่งเขตกำหนด

2. ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องนำใบรับรองรถเช่าที่ออกให้ตามข้อ 14.1 ติดตัวตลอดเวลาที่ใช้รถเช่า

3. ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องแจ้งบริษัททันทีหากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ทำใบรับรองรถเช่าสูญหาย

ส่วนที่ 4 การใช้งาน

ข้อ 15 หน้าที่เกี่ยวกับการจัดการ

ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องเป็นผู้ดูแลรถเช่าที่ดี โดยใช้และบำรุงรักษารถเช่าในช่วงระหว่างการส่งมอบรถเช่าจนถึงการคืนรถเช่าให้กับบริษัท (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "ช่วงที่ใช้รถเช่า")

ข้อ 16 การตรวจสอบและการบำรุงรักษาประจำวัน

ระหว่างช่วงที่ใช้รถเช่า ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษารถเช่าประจำวันก่อนเริ่มใช้งานรถเช่า ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 47.2 ของกฎหมายยานพาหนะขนส่งทางถนน (Road Transport Vehicle Law) (การตรวจสอบและการบำรุงรักษาประจำวัน)

ข้อ 17 การกระทำต้องห้าม

ห้ามไม่ให้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่กระทำการใดๆ ดังต่อไปนี้ในระหว่างที่ใช้รถเช่า

  • (1) ใช้รถเช่าเพื่อดำเนินธุรกิจการขนส่งที่ใช้รถ หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่คล้ายกันนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท หรือไม่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายขนส่งทางถนน (Road Transport Law) กำหนด
  • (2) ใช้รถเช่าเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ หรือให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้ขับขี่ที่มีชื่อระบุบนใบรับรองรถเช่าในข้อ 8.3 หรือบุคคลที่บริษัทอนุญาตขับรถเช่า
  • (3) ให้เช่าช่วงรถเช่า หรือนำรถเช่าไปใช้เป็นหลักประกัน หรือการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการละเมิดสิทธิของบริษัท
  • (4) ปลอมแปลงหรือเปลี่ยนแปลงป้ายทะเบียนของรถเช่า หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะดั้งเดิมของรถเช่าด้วยการรื้อประกอบ การออกแบบใหม่ ฯลฯ
  • (5) ใช้รถเช่าเพื่อทดสอบ หรือแข่งขันใดๆ หรือเพื่อลากจูง หรือผลักดันรถคันอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท
  • (6) ใช้รถเช่ากระทำการที่ผิดกฎหมายและกฎระเบียบ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมาตรฐานความเหมาะสม
  • (7) ซื้อประกันความเสียหายให้กับรถเช่าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท
  • (8) นำรถเช่าออกนอกประเทศญี่ปุ่น
  • (9) กระทำการใดๆ ที่ขัดกับเงื่อนไขการเช่าในข้อ 8.1

2. บริษัทอาจเริ่มดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่สามารถใช้ข้อบังคับตามที่ระบุไว้ในข้อ 17, 18 หรือ 25 และมีการทำผิดกฎหมายอาญา

ข้อ 18 มาตรการเกี่ยวกับการจอดรถที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ

ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จอดรถเช่าโดยขัดกับกฎหมายการจราจรทางถนน (Road Traffic Law) ในช่วงที่ใช้รถเช่า ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องไปแสดงตนที่สถานีตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่นั้น และชำระค่าปรับทันที รวมถึงชำระค่าลากจูงรถ ค่าเก็บรักษารถ ค่ารับรถ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจอดรถที่ผิดกฎหมายนี้

2. ในกรณีที่ตำรวจแจ้งเรื่องการจอดรถที่ผิดกฎหมายของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่มายังบริษัท บริษัทจะติดต่อผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ และแจ้งให้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไปย้ายรถเช่าหรือนำรถเช่าออกทันที และให้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไปแสดงตัวที่สถานีตำรวจที่เกี่ยวข้องเมื่อสิ้นสุดช่วงที่ใช้รถเช่าหรือตามเวลาที่บริษัทได้แจ้งไว้ เพื่อทำตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไปซึ่งผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติตาม หากตำรวจได้ลากจูงรถเช่าไป บริษัทอาจไปรับรถเช่าคืนจากตำรวจได้หากบริษัทเห็นสมควร

3. หลังจากบริษัทได้แจ้งผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ตามข้อ 18.2 แล้ว บริษัทจะสอบถามสถานะของการดำเนินการทางกฎหมายตามที่บริษัทเห็นสมควร เช่น ตรวจสอบใบสั่ง ใบแจ้งชำระเงิน ใบเสร็จค่าปรับ ฯลฯ และหากยังดำเนินการตามขั้นตอนไม่เสร็จสมบูรณ์ บริษัทจะดำเนินการแจ้งตามข้อ 18.2 ไปยังผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ต่อไปจนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนเสร็จสิ้น อนึ่ง บริษัทจะขอให้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ลงนามในหนังสือฉบับหนึ่ง (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "หนังสือรับทราบ") มีใจความว่า ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ยอมรับผิดเรื่องการจอดรถเช่าโดยผิดกฎหมาย ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ และผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติตนตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติตามหนังสือฉบับนี้

4. หากบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็น บริษัทอาจให้ความร่วมมือกับตำรวจในการเรียกร้องความรับผิดชอบเรื่องการจอดรถที่ผิดกฎหมายจากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ โดยการให้เอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ระบุไว้ (ยกเว้นหมายเลขประจำตัวประชาชน) เช่น หนังสือรับทราบ หรือใบรับรองรถเช่า บริษัทอาจดำเนินการตามกฎหมายที่จำเป็น เช่น ส่งเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคลให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะแห่งชาติ โดยเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคลนั้นรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงหนังสือชี้แจง หนังสือรับทราบ ใบรับรองรถเช่า และเอกสารอื่นๆ ที่ระบุในมาตรา 51.4(6) ของกฎหมายการจราจรทางถนน และรายงานข้อเท็จจริงเรื่องการจอดรถที่ผิดกฎหมาย ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องยินยอมต่อการกระทำดังกล่าวที่บริษัทอาจดำเนินการ

5. ในกรณีที่บริษัทได้รับคำสั่งให้ชำระค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายตามมาตรา 51.4(1) ของกฎหมายการจราจรทางถนน และได้ชำระค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายดังกล่าวแทนผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไปแล้ว หรือบริษัทมีค่าใช้จ่ายใดๆ ในการตามหาผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ หรือในการไปรับรถเช่า บริษัทจะเรียกร้องค่าใช้จ่ายดังกล่าว (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "ค่าใช้จ่ายเนื่องมาจากการจอดรถผิดกฎหมาย") จากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ ในกรณีเช่นนี้ ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายเนื่องมาจากการจอดรถผิดกฎหมายภายในวันที่บริษัทกำหนด

  • (1) จำนวนเงินจะเท่ากับค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมาย
  • (2) ค่าปรับสำหรับการจอดรถผิดกฎหมายที่บริษัทกำหนดให้ชำระต่างหาก
  • (3) ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการตามหาผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ หรือใช้ในการลากจูง เก็บรักษา รับรถ ฯลฯ ที่เกิดกับรถเช่า

6. ในกรณีที่บริษัทได้รับคำสั่งให้ชำระเงินค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายตามข้อ 18.5 หรือในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่ชำระเงินจำนวนที่ระบุในข้อ 18.5 ให้กับบริษัทภายในวันที่บริษัทกำหนด บริษัทจะดำเนินการตามมาตรการ เช่น บันทึกชื่อ วันเกิด เลขใบอนุญาตขับขี่ ฯลฯ ของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ในระบบบริหารจัดการข้อมูลของ All Japan Rent-A-Car Association (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "ระบบ All Japan Rent-A-Car")

7. หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ต้องชำระค่าปรับ ฯลฯ สำหรับค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายตามข้อ 18.1 และผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่ทำตามคำสั่งของบริษัทในการทำตามขั้นตอนตามข้อ 18.2 หรือคำร้องขอของบริษัทให้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ลงนามในหนังสือรับทราบตามข้อ 18.3 บริษัทอาจกำหนดให้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ชำระค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายให้กับบริษัทตามที่บริษัทกำหนดต่างหาก (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "ค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมาย" ในย่อหน้าถัดไป) โดยแบ่งเป็นค่าปรับการฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องการจอดรถที่ผิดกฎหมาย และค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายตามที่ได้ระบุไว้ในข้อ 18.5

8. ถึงแม้จะมีข้อความระบุไว้ในข้อ 18.6 แต่หากบริษัทได้รับการชำระเงินค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายและค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในข้อ 18.5 รายการ (3) บริษัทจะไม่ดำเนินการตามมาตรการ เช่น การบันทึกประวัติในระบบ All Japan Rent-A-Car ตามที่ระบุไว้ในข้อ 18.6 และจะลบข้อมูลใดๆ ที่ได้บันทึกลงในระบบ All Japan Rent-A-Car ไปแล้วด้วย

9. หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ได้ชำระเงินทั้งหมดที่บริษัทได้เรียกเก็บตามข้อ 18.5 และคำสั่งให้ชำระค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายถูกเพิกถอน และบริษัทได้รับเงินค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายคืนเนื่องจากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ได้ชำระเงินค่าปรับ ดำเนินการฟ้องร้อง ฯลฯ บริษัทจะคืนเงินจำนวนเท่ากับค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายให้กับผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ โดยหักจากเงินค่าใช้จ่ายเนื่องมาจากการจอดรถผิดกฎหมายที่บริษัทรับมาแล้ว หากบริษัทได้รับเงินค่าปรับการจอดรถผิดกฎหมายตามข้อ 18.7 ก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน

10. หากมีการบันทึกประวัติลงในระบบ All Japan Rent-A-Car ตามข้อ 18.6 และมีการเพิกถอนคำสั่งให้ชำระเงินค่าปรับการจอดรถที่ผิดกฎหมายเนื่องจากมีการชำระเงินค่าปรับแล้ว ฯลฯ หรือเมื่อบริษัทได้รับการชำระเงินจำนวนทั้งหมดที่บริษัทเรียกให้ชำระตามข้อ 18.5 แล้ว บริษัทจะลบข้อมูลใดๆ ที่ได้บันทึกลงในระบบ All Japan Rent-A-Car ไปแล้ว

ข้อ 19 ระบบ GPS

ผู้เช่าและผู้ขับขี่ยอมรับและยินยอมว่ารถเช่าอาจมีระบบระบบจีพีเอส (Global Positioning System) ติดตั้งอยู่ ดังนั้นอาจมีการบันทึกตำแหน่งปัจจุบัน, เส้นทางการจราจร ฯลฯ ของรถเช่าไว้ในระบบที่ทางบริษัทใช้งาน และทางบริษัทอาจใช้ข้อมูลที่ถูกบันทึกเหล่านั้นเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  • (1) เพื่อตรวจสอบว่ารถที่ถูกเช่าไปได้ถูกนำมาคืนตามสถานที่ที่กำหนดแล้วเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง
  • (2) เพื่อตรวจสอบตำแหน่งปัจจุบันของรถเช่า ฯลฯ เมื่อเข้าข่ายตามข้อ 25.1 หรือในกรณีอื่น ๆ ที่บริษัทเห็นว่าจำเป็นเพื่อการจัดการรถเช่า และเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาเช่า ฯลฯ
  • (3) เพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสินค้า, การบริการ ฯลฯ ให้แก่ผู้เช่าและผู้ขับขี่ รวมถึงการวิเคราะห์ทางการตลาดเพื่อทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น ฯลฯ

2 ผู้เช่าและผู้ขับขี่ยอมรับและยินยอมให้ทางบริษัทเปิดเผยข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในระบบ GPS ในข้อ 19.1 ในกรณีที่บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายและข้อบังคับ หรือคำร้องขอหรือคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งจากศาล, องค์การบริหารจัดการ หรือหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ

ข้อ 20 กล้องติดรถยนต์ (Drive Recorder)

ผู้เช่าและผู้ขับขี่ยอมรับและยินยอมว่าที่รถเช่าอาจมีการติดตั้งกล้องติดรถยนต์ ดังนั้นสภาพการขับขี่ของผู้เช่าและผู้ขับขี่อาจจะถูกบันทึก และทางบริษัทอาจใช้ข้อมูลที่ถูกบันทึกเหล่านั้นเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  • (1) เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของอุบัติเหตุเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
  • (2) เพื่อตรวจสอบสภาพการณ์การขับขี่ของผู้เช่าและผู้ขับขี่ที่ทางบริษัทเห็นว่าจำเป็นเพื่อการจัดการรถเช่า และเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาเช่า ฯลฯ
  • (3) เพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสินค้า, การบริการ ฯลฯ ให้แก่ผู้เช่าและผู้ขับขี่ และการวิเคราะห์การตลาดเพื่อทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้น ฯลฯ

2 ผู้เช่าและผู้ขับขี่ยอมรับและยินยอมให้ทางบริษัทเปิดเผยข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในกล้องติดรถยนต์ในข้อ 20.1 ในกรณีที่บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายและข้อบังคับ หรือคำร้องขอหรือคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งจากศาล, องค์การบริหารจัดการ หรือหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ

ส่วนที่ 5 การคืนรถ

ข้อ 21 ความรับผิดชอบในการคืนรถเช่า

ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องนำรถเช่ามาคืนที่สถานที่คืนรถเช่าที่ระบุก่อนจะสิ้นสุดระยะเวลาการเช่ารถ

2. ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระเงินชดเชยให้แก่บริษัทสำหรับความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับบริษัทหากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่กระทำตามข้อ 21.1

3. ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่นำรถเช่ามาคืนภายในระยะเวลาการเช่ารถ อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติตามธรรมชาติหรือเหตุสุดวิสัยอื่นใด ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่ต้องชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากสาเหตุนั้น หากเกิดกรณีเช่นนี้ ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องติดต่อบริษัททันทีและทำตามคำแนะนำของบริษัท

ข้อ 22 การตรวจสอบรถเช่าเมื่อคืนรถ ฯลฯ

ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องคืนรถเช่าต่อหน้าตัวแทนของบริษัท ในกรณีนี้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องนำรถเช่ามาคืนในสภาพเดียวกับตอนรับรถ ยกเว้นการสึกหรอจากการใช้งานทั่วไป

2. ในตอนที่นำรถเช่ามาคืน ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งสัมภาระของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ หรือผู้โดยสารใดๆ ไว้ในรถเช่า บริษัทจะไม่รับผิดชอบในการเก็บรักษาสัมภาระดังกล่าวหลังจากที่กระบวนการคืนรถเช่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ข้อ 23 ค่าเช่าในกรณีเปลี่ยนระยะเวลาการเช่า

หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่เปลี่ยนระยะเวลาการเช่าตามข้อ 12.1 ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระค่าเช่าของระยะเวลาการเช่าใหม่

ข้อ 24 สถานที่คืนรถ ฯลฯ

หากผู้เช่าหรือผู้ขับเปลี่ยนสถานที่คืนรถที่ได้ระบุไว้ตามข้อ 12.1 ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการส่งต่อรถเช่าอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนสถานที่คืนรถ

"2. ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่นำรถเช่าไปคืนที่สถานที่อื่นใดที่ไม่ใช่สถานที่คืนรถที่ระบุไว้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทตามข้อ 12.1 ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระค่าปรับสำหรับการเปลี่ยนสถานที่คืนรถดังต่อไปนี้
ค่าปรับสำหรับการเปลี่ยนสถานที่คืนรถ = ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ในการส่งต่อรถเช่าอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนสถานที่คืนรถ x 300%"

ข้อ 25 มาตรการจัดการในกรณีไม่คืนรถ

ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่นำรถเช่ามาคืน ณ สถานที่คืนรถตามที่กำหนดหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการเช่ารถ และหากผู้เช่าและผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของบริษัทให้คืนรถ หรือหากบริษัทเห็นว่ารถเช่าไม่สามารถถูกนำมาคืนได้เพราะไม่ทราบที่อยู่ของผู้เช่าหรือเพราะเหตุผลอื่นใด บริษัทอาจดำเนินการทางกฎหมาย เช่น แจ้งความคดีอาญา และอาจรายงานเรื่องการไม่คืนรถต่อ All Japan Rent-A-Car Association (สมาคมเช่ารถประเทศญี่ปุ่น) และอาจดำเนินตามมาตรการอื่นๆ เช่น การบันทึกประวัติลงในระบบของ All Japan Rent-A-Car Association

2. ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คืนรถเช่าตามข้อ 25.1 บริษัทจะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นต่อการหาที่อยู่ของรถเช่าคันดังกล่าว ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการติดต่อครอบครัวหรือญาติของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ รวมไปถึงคนในที่ทำงานของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ หรือการใช้ GPS ฯลฯ

3. ในกรณีมีการดำเนินการตามข้อ 25.1 ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่อาจเกิดกับบริษัทตามข้อ 30 และนอกจากนั้นยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดกับบริษัทในการไปรับรถเช่า และในการตามหาผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ด้วย

ส่วนที่ 6 มาตรการในกรณีรถเสีย เกิดอุบัติเหตุ หรือการโจรกรรม

ข้อ 26 มาตรการในกรณีรถเสีย

หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่พบว่ามีความผิดปกติใดๆ กับรถเช่า หรือรถเช่าเสียระหว่างที่ใช้รถเช่า ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องหยุดใช้รถเช่าทันที และติดต่อบริษัท ในขณะเดียวกันก็ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท

ข้อ 27 มาตรการในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

ในกรณีที่รถเช่าเกิดอุบัติเหตุในช่วงที่ใช้รถเช่า ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องหยุดใช้งานรถเช่าทันที และปฏิบัติตามที่กฎหมายและกฎระเบียบกำหนด ไม่ว่าอุบัติเหตุนั้นจะร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม จากนั้นให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • (1) รายงานสถานการณ์ของอุบัติเหตุต่อบริษัททันที และปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท
  • (2) หากรถเช่าจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมตามคำแนะนำของบริษัทที่ให้ไว้ตามข้อ 25.1(1) การซ่อมแซมดังกล่าวจะทำที่บริษัทหรือที่อู่ซ่อมรถที่บริษัทกำหนด เว้นเสียแต่ว่าบริษัทยินยอมให้เป็นอย่างอื่น
  • (3) ให้ความร่วมมือกับบริษัทและบริษัทประกันภัยที่บริษัทได้ทำสัญญาไว้ในการสอบสวนเกี่ยวกับอุบัติเหตุ และนำส่งเอกสารที่จำเป็นโดยไม่รอช้า ฯลฯ
  • (4) หากมีการตกลงยอมความ หรือทำข้อตกลงอื่นกับคู่กรณีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทก่อน

2. นอกจากปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในข้อ 27.1 แล้ว ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบในการจัดการกับอุบัติเหตุ และแก้ไขปัญหาด้วยความรับผิดชอบของตนเอง

3. บริษัทจะให้คำแนะนำแก่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ในการจัดการกับอุบัติเหตุ และให้ความร่วมมือกับผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุ

4. เพื่อตรวจสอบสภาวะแวดล้อมขณะที่เกิดอุบัติเหตุ บริษัทจะบันทึกสภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น แรงปะทะ หรือการเบรกกะทันหัน หากมีการติดตั้งอุปกรณ์บันทึกอุบัติเหตุรถยนต์

5. บริษัทจะดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่บริษัทเห็นว่าจำเป็น เช่น การพิสูจน์ว่าบันทึกที่ได้รับตามข้อ 27.4 ถูกต้อง

ข้อ 28 มาตรการในกรณีรถถูกโจรกรรม

ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการดังต่อไปนี้ในกรณีที่รถเช่าถูกโจรกรรม หรือเกิดความเสียหายอื่นใดระหว่างช่วงที่ใช้รถเช่า

  • (1) แจ้งความต่อตำรวจที่ใกล้ที่สุดในทันที
  • (2) แจ้งบริษัทให้ทราบถึงสถานการณ์ของความเสียหายในทันที ฯลฯ และปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท
  • (3) ให้ความร่วมมือกับบริษัทและบริษัทประกันภัยที่บริษัทได้ทำสัญญาไว้ในการสืบสวนเกี่ยวกับการโจรกรรมและความเสียหายอื่นๆ และนำส่งเอกสารที่จำเป็นโดยไม่รอช้า ฯลฯ

ข้อ 29 การยกเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากรถเช่าไม่สามารถใช้งานได้

ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่สามารถใช้รถเช่าต่อไปได้เนื่องรถจากเช่าเสีย เกิดอุบัติเหตุ ถูกโจรกรรม หรือด้วยสาเหตุอื่นใด (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "รถเสีย ฯลฯ") ในระหว่างช่วงที่ใช้รถเช่าสัญญาเช่าจะสิ้นสุดลง

2. ในกรณีตามข้อ 29.1 ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรับรถ ซ่อมรถ ฯลฯ ของรถเช่า และบริษัทจะไม่คืนเงินค่าเช่าที่บริษัทได้รับมาแล้วให้กับผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ อย่างไรก็ตามข้อนี้จะไม่ถูกนำมาบังคับใช้หากรถเสีย ฯลฯ เกิดจากสาเหตุที่ระบุไว้ในข้อ 29.3 หรือ 29.5

3. ในกรณีที่เหตุรถเสีย ฯลฯ เกิดจากข้อบกพร่องของรถเช่าที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ก่อนที่จะส่งมอบรถให้กับผู้เช่า จะถือว่าได้มีการทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ไว้ต่อกันแล้ว และผู้เช่าอาจได้รับรถทดแทนจากบริษัท ข้อ 5.2 อาจถูกนำมาใช้โดยอนุโลมได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการเช่าของรถทดแทน

4. ในกรณีที่ผู้เช่าไม่ได้รับการจัดหารถทดแทนให้ตามข้อ 29.3 บริษัทจะคืนค่าเช่าที่ได้รับมาแล้วให้กับผู้เช่าทั้งหมด เช่นเดียวกับในกรณีที่บริษัทไม่สามารถจัดหารถทดแทนให้ได้

5. ในกรณีที่เหตุรถเสีย ฯลฯ เกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้มาจากผู้เช่า ผู้ขับขี่ หรือบริษัท บริษัทจะคืนเงินค่าเช่าส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าเช่าส่วนของระยะเวลาที่นับจากการเริ่มเช่าจนถึงการสิ้นสุดสัญญา

6. นอกเหนือไปจากมาตรการที่ได้ระบุไว้ในข้อ 29 ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องไม่กล่าวโทษบริษัทในเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย หรือความสูญเสียที่เกิดจากการที่ไม่สามารถใช้รถเช่าได้

ส่วนที่ 7 การชดเชยและค่าสินไหมทดแทน

ข้อ 30 การชดเชยและค่าสินไหมทดแทนธุรกิจหยุดชะงัก

ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่สร้างความเสียหายต่อบุคคลที่สาม หรือต่อบริษัทในช่วงที่ใช้รถเช่า ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระค่าชดเชยของความเสียหายนั้นๆ เว้นเสียแต่ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากสาเหตุอันเนื่องมาจากบริษัท

2. ความเสียหายต่อบริษัทตามที่ระบุในข้อ 30.1 ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระเงินชดเชยให้แก่บริษัทเป็นจำนวนเงินตามที่กำหนดไว้ในรายการราคาหรือชดเชยค่าสินไหมทดแทนธุรกิจหยุดชะงักสำหรับความเสียหายจากการที่รถไม่สามารถใช้งานได้เพราะเกิดอุบัติเหตุ หรือการโจรกรรม หรือรถเสีย การทำลายรถเช่าหรือการทำให้รถเช่ามีกลิ่น อันเนื่องมาจากสาเหตุที่เกิดจากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ และผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าว

ข้อ 31 ประกันและค่าสินไหมทดแทน

ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบค่าชดเชยตามที่กำหนดไว้ในข้อ 30.1 จะต้องมีการชำระเงินประกันหรือค่าสินไหมทดแทนตามประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่บริษัทได้ทำไว้ให้กับรถเช่าหรือระบบค่าสินไหมทดแทนของบริษัท แต่ไม่เกินจำนวนสูงสุดดังต่อไปนี้

(1) การบาดเจ็บทางร่างกาย/เสียชีวิต:
ไม่จำกัด (รวมถึงนโยบายการประกันภัยรถยนต์ประเภทความรับผิดต่อบุคคลที่สาม)
(2) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน:
ต่ออุบัติเหตุ - สูงสุด 30 ล้านเยน (ค่าเสียหายส่วนแรก 50,000 เยน)
(3) รถเช่า
ต่ออุบัติเหตุ - มูลค่าปัจจุบัน (โดยทั่วไปแล้วมีค่าเสียหายส่วนแรก 50,000 เยน หรือ 100,000 เยนสำหรับรถคลาส E-O; คลาส S-D, X-C และ O-B รวมถึงรถยนต์โดยสาร; รถมินิแวนคลาส Y-C; คลาส T-D และรถบรรทุกขนาดใหญ่; คลาส R-D และรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ (ตู้แห้ง) รวมถึงรถไมโครบัส)
(4) ความคุ้มครองการบาดเจ็บส่วนบุคคล
ต่ออุบัติเหตุ - สูงสุด 30 ล้านเยน x จำนวนที่นั่ง
ต่อคน - สูงสุด 30 ล้านเยน

2. จะไม่มีการชำระเงินประกันหรือค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุไว้ในข้อ 31.1 หากมีการใช้ข้อยกเว้นในนโยบายการประกันภัยรถยนต์ประเภทความรับผิดต่อบุคคลที่สาม หรือการชำระค่าสินไหมทดแทน

3. จะไม่มีการชำระเงินประกันหรือค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในข้อ 31.1 หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ละเมิดข้อกำหนดที่ระบุไว้ในข้อตกลงและเงื่อนไขการเช่านี้

4. ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนที่ประกันหรือค่าสินไหมทดแทนไม่ครอบคลุม หรือค่าเสียหายส่วนที่เกินจากประกันหรือค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวตามที่ระบุไว้ในข้อ 31.1 หากจำนวนเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ในข้อ 31.1 มีการเปลี่ยนแปลงจากการทำสัญญาพิเศษ ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกินจากจำนวนสูงสุดที่ประกันครอบคลุมตามสัญญาพิเศษนั้น อย่างไรก็ตามในกรณีที่ความเสียหายนั้นเกิดจากภัยพิบัติที่ถูกระบุว่าเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดตามมาตรา 2 ของพระราชบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการพิเศษทางการเงิน ฯลฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด (กฎหมายเลขที่ 150 ของปี 1962) (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "ภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด") ทำให้รถเช่าถูกทำลาย หรือเกิดความเสียหายใดๆ ในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำโดยเจตนาหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่

5. หากบริษัทได้ชำระค่าเสียหายที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบไปแล้ว ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระเงินจำนวนนั้นคืนแก่บริษัทในทันที

6. ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายจำนวนเท่ากับค่าเสียหายส่วนแรกของประกันหรือค่าสินไหมทดแทนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 31.1(2) หรือ 31.1(3) เว้นเสียแต่ว่ามีข้อตกลงที่ระบุไว้เป็นอื่น

ส่วนที่ 8 การสิ้นสุดของสัญญาเช่า

ข้อ 32 การสิ้นสุดของสัญญาเช่า

หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ละเมิดข้อตกลงและเงื่อนไขในช่วงที่ใช้รถเช่า หรือถ้าเกิดกรณีใดๆ ตามที่ระบุไว้ในข้อ 9.1 บริษัทสามารถยกเลิกสัญญาเช่าโดยไม่ต้องบอกกล่าวหรือแจ้งเตือนใดๆ และสั่งให้ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่คืนรถเช่าได้ทันที ในกรณีนี้บริษัทจะไม่คืนเงินค่าเช่าที่ได้รับมาแล้วให้กับผู้เช่า

ข้อ 33 การยกเลิกระหว่างการเช่า

แม้ในช่วงที่ใช้รถเช่า ผู้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาเช่าได้เมื่อได้รับความยินยอมจากบริษัท และชำระค่าธรรมเนียมการยกเลิกระหว่างการเช่าตามที่ระบุในข้อ 33.2 ในกรณีนี้บริษัทจะคืนเงินค่าเช่าที่เหลือหลังจากหักค่าเช่าส่วนของระยะเวลาที่นับจากการเริ่มเช่าจนถึงการคืนรถ เว้นแต่จะมีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

2. ในกรณีที่ยกเลิกสัญญาเช่าตามข้อ 33.1 ผู้เช่าจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการยกเลิกระหว่างการเช่า: ค่าธรรมเนียมการยกเลิกระหว่างการเช่า = [(ค่าเช่าพื้นฐานตลอดระยะเวลาเช่าทั้งหมด) ลบ (ค่าเช่าพื้นฐานของช่วงระหว่างการรับรถจนถึงการคืนรถ)] x 50%

ส่วนที่ 9 ข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อ 34 จุดประสงค์ในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทได้รับและจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ยกเว้นหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่โดยมีจุดประสงค์ดังต่อไปนี้

  • (1) เพื่อดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดเป็นเงื่อนไขของใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งร่วมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการจัดทำใบรับรองรถเช่าพร้อมกับการทำสัญญาเช่า ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจการให้เช่ารถที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 80.1 ของกฎหมายการขนส่งทางถนน
  • (2) เพื่อแนะนำรถเช่า รถมือสอง หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่บริษัทเสนอ จัดหาบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ และแจ้งให้ทราบเรื่องการจัดงานอีเวนต์ แคมเปญ ฯลฯ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การส่งสื่อส่งเสริมการขาย อีเมล ฯลฯ ไปยังผู้เช่าหรือผู้ขับขี่
  • (3) เพื่อตรวจสอบตัวตนหรือคัดกรองผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ขณะที่ทำสัญญาเช่า
  • (4) เพื่อทำแบบสอบถามที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้ตอบเป็นผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อวางแผนและพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ของบริษัท หรือเพื่อศึกษาวิธีที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
  • (5) เพื่อเก็บข้อมูลทางสถิติและวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล (ยกเว้นหมายเลขประจำตัวประชาชน) และจัดทำฐานข้อมูลทางสถิติที่ถูกปรับแต่งให้ไม่สามารถระบุตัวตนเจ้าของข้อมูลได้

2. บริษัทจะระบุจุดประสงค์เฉพาะล่วงหน้า หากบริษัทประสงค์จะใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (ยกเว้นหมายเลขประจำตัวประชาชน) ของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่เพื่อจุดประสงค์อื่นใดนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ 34.1

ข้อ 35 การยินยอมให้บันทึกประวัติและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

หากผู้เช่าหรือผู้ขับขี่มีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ยินยอมให้นำข้อมูลส่วนบุคคล (ยกเว้นหมายเลขประจำตัวประชาชน) ของผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงชื่อ วันเกิด เลขใบอนุญาตขับขี่ไปลงบันทึกประวัติลงในระบบ All Japan Rent-A-Car เป็นระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี และให้ All Japan Rent-A-Car Association หน่วยงานของ Rent-A-Car Association ในท้องถิ่น และบริษัทให้เช่ารถที่เป็นสมาชิกของ Rent-A-Car Association ใช้ข้อมูลดังกล่าวในการคัดกรองก่อนทำสัญญาเช่า

  • (1) ในกรณีที่บริษัทได้รับคำสั่งให้ชำระค่าปรับสำหรับการจอดรถผิดกฎหมายตามมาตรา 51.4(1) ของกฎหมายการจราจรทางถนน
  • (2) ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ไม่ได้ชำระเงินอันเนื่องมาจากการจอดรถผิดกฎหมายตามที่ระบุไว้ในข้อ 18.5 ให้กับบริษัทครบทั้งจำนวน
  • (3) เมื่อตัดสินแล้วว่ามีการไม่คืนรถตามข้อ 25.1

ส่วนที่ 10 เบ็ดเตล็ด

ข้อ 36 การหักลบกลบหนี้

ในกรณีที่บริษัทมีข้อผูกพันต้องชำระเงินให้แก่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขนี้ บริษัทอาจหักลบกลบหนี้เงินจำนวนนั้นกับเงินที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ต้องชำระให้บริษัทได้

ข้อ 37 ภาษีเพื่อการบริโภค

ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่จะต้องชำระค่าภาษีเพื่อการบริโภค (รวมถึงภาษีเพื่อการบริโภคท้องถิ่น) ที่เรียกเก็บสำหรับธุรกรรมการเช่าให้กับบริษัทภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขฉบับนี้

ข้อ 38 ค่าธรรมเนียมการผิดนัด

ในกรณีที่ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ หรือบริษัท ไม่ชำระเงินตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงและเงื่อนไขนี้ ผู้เช่าหรือผู้ขับขี่ หรือบริษัท จะต้องชำระค่าดอกเบี้ยผิดนัดให้กับอีกฝ่ายในอัตรา 14.6% ต่อปี

ข้อ 39 ฉบับภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ

ในกรณีที่มีข้อแตกต่างระหว่างข้อตกลงและเงื่อนไขฉบับภาษาญี่ปุ่นและฉบับแปลภาษาอังกฤษ ให้ยึดตามฉบับภาษาญี่ปุ่น

ข้อ 40 หลักเกณฑ์รอง

บริษัทอาจกำหนดหลักเกณฑ์รองของข้อตกลงและเงื่อนไข และหลักเกณฑ์รองนี้จะมีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับข้อตกลงและเงื่อนไข

ข้อ 41 กฎหมายที่ใช้บังคับ

ข้อตกลง การเช่ารถ และการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยมิได้ตั้งใจจากการเช่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขนี้จะอยู่ภายใต้การบังคับและการตีความตามกฎหมายญี่ปุ่น

ข้อ 42 การตกลงเรื่องศาลที่มีอำนาจ

ในกรณีที่มีข้อขัดแย้งใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขนี้ ศาลที่มีอำนาจในการตัดสินคือศาลแขวงที่มีเขตอำนาจศาลเหนือที่ตั้งของสำนักงานหลัก สำนักงานสาขา หรือสำนักงานใดๆ ของบริษัท ไม่ว่าจำนวนเงินที่เรียกร้องจะเป็นเท่าใดก็ตาม

ข้อกำหนดเพิ่มเติม

ข้อตกและเงื่อนไขนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2018 เป็นต้นไป

แก้ไขเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2018